วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภูมิศาสตร์ประเทศไทย

1. ลักษณะทั่วไปเกี่ยวกับประเทศไทย
     1.1 ทำเลที่ตั้ง

     ประเทศไทยตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วยแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศพม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย กับส่วนที่เป็นหมู่เกาะ เช่น หมู่เกาะอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ บางส่วนของมาเลเซีย สิงคโปร์ และติมอร์ตะวันออก
ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ กับ 20 องศา 27 ลิปดาเหนือ และระหว่างลองติจูดที่ 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออกถึง 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก

1.2 ขนาดและรูปร่า

     ประเทศไทยมีเนื้อที่ 513,115 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 321 ล้านไร่ ถ้าเทียบขนาดกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนิเซียและพม่า
ความยาวสุดของประเทศ วัดจากเหนือสุดที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายถึงอำเภอเบตง จึงหวัดยะลา ประมาณ 1,620 กิโลเมตร
     ความกว้างที่สุดวัดจากด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี ถึงอำเภอสิรินธร จังกวัดอุบลราชธานี ประมาณ 780 กิโลเมตร
     ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วัดจากพรมแดนพม่าถึงฝั่งทะเลด้านตะวันออก (อ่าวไทย)มีระยะทางประมาณ 10.6 กิโลเมตร

     1.3 อาณาเขตติดต่อ
1) พรมแดนด้านเหนือ ติดต่อกับประเทศพม่า ได้แก่ ดินแดนเหนือสุดในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปทางตะวันตกจนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามแนวทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย และแม่น้ำเมย เป็นพรมแดนธรรมชาติ ส่วนด้านตะวันออกของภาคเหนือติดต่อกับประเทศลาว ในเขตอำเภอเชียงแสนจังกวัดเชียงราย เข้าสู่จังหวัดพะเยา น่าน อุตรดิตถ์ มีทิวเขาหลวงพระบาง เป็นพรมแดนธรรมชาติ
2) พรมแดนด้านตะวันออก ติดต่อกับประเทศลาวกัมพูชา พรมแดนที่ติดกับประเทศลาวเริ่มจากจังหวัดเลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี มีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติ พรมแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา ได้แก่ พื้นที่บางส่วนขิงภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ (อีสานตอนล่าง) จากอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ แล้วไปภาคตะวันออกที่จังหวัดสระแก้ว จันทรบุรี และตราด โดยมีทิวเขาพนมดงรัก และทิวเขาบรรทัดเป็นพรมแดนธรรมชาติ
3) พรมแดนด้านตะวันตก ติดต่อกับประเทศพม่า เริ่มที่จังหวัดตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีทิวเขาถนนธงชัย และทิวเขาตะนาวศรี แม่น้ำเมย แม่น้ำกระบุรี เป็นพรมแดนธรรมชาติ
4) พรมแดนด้านใต้ ติดกับประเทศมาเลเซียมีพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส โดยมีทิวเขาสันกาลาคีรี และแม่น้ำโก-ลก เป็นพรมแดนธรรมชาติ

2. ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย
     2.1 ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทย ลักษณะภูมิประเทศของประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้ 6 ลักษณะ คือ
          1) ที่ราบภาคกลาง ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำกลอง ฯลฯ เป็นเขตที่ราบที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เหมาะแก่การเพาะปลูก ทั้งนี้เพราะดินเป็นดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาทับถม ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
          2) ที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ พื้นที่บริเวณที่ราบสูง ตั้งแต่ทิวเขาเพชรบูรณ์ ทิวเขาดงพญาเย็น ทิวเขาพนมดงรัก ถึงแม่น้ำโขง และที่ราบต่ำของกัมพูชาในทิศใต้
          3) เขตภูเขาและที่ราบระหว่างเขาภาคเหนือ เป็นที่ราบแคบ ๆ สลับกับภูเขาในภาคเหนือ เช่น ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ลุ่มแม่น้ำวัง ลุ่มแม่น้ำยม ลุ่มแม่น้ำน่าน เป็นต้น
          4) เขตภูเขาสูงภาคตะวันตก มีลักษณะเป็นทิวเขายาวต่อเนื่องเรียงซื้อกันในแนวเหนือใต้ ทิวเขาสำคัญ ได้แก่ ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาตะนาวศรี โดยมีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำแควใหญ่(ศีสวัสดิ์) แม่น้ำแควน้อย (ไทรโยค) และแม่น้ำแม่กลอง
          5) เขตภูเขาและที่ราบชายฝั่งภาคตะวันออก มีทิวเขาจันทรบุรี วางตัวในแนวตะวันออกและตะวันตก ทำให้ภาคภาคตะวันออกตอนบนมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง และตอนล่างเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล
          6) เขตภูเขา และที่ราบชายฝั่งคว บสมุทรภาคใต้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสุมทรยาวไปทางใต้มี ทะเลขนาบทั้งสองด้าน คือ ด้านอ่าวไทย(ตะวันออก)และทะเลอันดามัน(ตะวันตก)

     2.2 โครงสร้างและอายุหินในประเทศไทย
     กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม ได้สำรวจและศึกษาถึงอายุของหินประเภทต่าง ๆ ที่พบในประเทศไทย พบหมู่หินต่าง ๆ ดังนี้
1) หมู่หินตะรูเตา เป็นหินทราย มีอายุประมาณ 700 ล้านปี มีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
2) หมู่หินทุ่งสง เป็นหินปูน สีเทาเข้ม พบที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
3) หมู่หินตะนาวศรี เป็นหินดินดาน และหินทราย พบที่จังหวัดกาญจนบุรี
4) หมู่หินราชบุรี เป็นหินปูนสีเทาอ่อน มีชั้นหนา สลับกับหินชนิดอื่น ๆ
5) หมู่หินลำปาง เป็นหินทราย หินปูน หินดินดาน และหินภูเขาไฟแทรกอยู่ พบที่จังหวัดลำปาง และบุรีรัมย์ (หินภูเขาไฟ)
6) หมู่หินโคราช เป็นหินทราย หินกรวด และหินดินดาน บางแห่งมีชั้นหินเกลือแทรกอยู่
7) หมู่หินกระบี่ เป็นหินยุคใหม่ กึ่งแข็งกึ่งร่วน พบในจังหวัดกระบี่ และลำปาง เช่น หินไนต์ หินน้ำมัน

ลักษณะของหินในประเทศไทยมี 3 ประเภท คือ
1. หินอัคนี เป็นหินที่เกิดจากหินหนืดใต้เปลือกโลก ได้แก่ หินบะซอลด์ หินแกรนิต ฯลฯ ซึ่งจะพบในเขตภูเขาภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2. หินตะกอน หรือหินชั้น เกิดจากการทับถมของตะกอน เศษดิน หินทราย และหินที่เกิดจากการสะสมตัวของซากดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ มีการวางตัวเป็นชั้น ๆ ได้แก่ หินกรวดมน หินทราย หินปูน หินที่มีอายุมากจะอยู่ชั้นล่าง
3. หินแปร เกิดจากการแปรสภาพของหินชั้นหรือหินอัคนีต่าง ๆ เช่น หินไนต์ ประสภาพมาจากหินแกรนิต หินอ่อน แปรสภาพมาจากหินปูน และหินชนวน แปรสภาพมาจากหินดินดาน เป็นต้น

3. ลักษณะภูมิอากาศประเทศไทย
    ปัจจัยที่มีผลต่อลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทย
     3.1 ที่ตั้งหรือละติจูด ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร โดยอยู่ที่ละติจูดที่ 5 37 เหนือ ถึง 20 27 เหนือ ทำให้ได้รับแสงตรงจากดวงอาทิตย์ตลอดทั้งปี จึงมีอุณหภูมิเฉลี่ยถึง 33-38 องศาเซลเซียส
     3.2 ความสูงต่ำของพื้นที่ บริเวณที่มีพื้นที่สูงความกดอากาศก็จะสูง (อุณหภูมิต่ำ) ส่วนพื้นที่ที่มีความต่ำ (ที่ราบ) ความกดอากาศก็จะต่ำ (อุณหภูมิสูง) ทุก ๆ ความสูง 180 เมตร อุณหภูมิจะลดลง 1 องศาเซลเซียส
     3.3 ระยะทางห่างจากทะเล และมหาสมุทร ภาคตะวันออก และภาคใต้ของประเทศไทย จะได้รับอิทธิพลจากทะเล และ มหาสมุทร มากกว่าภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ได้รับความชุ่มชื้นและปริมาณน้ำฝนสูง
     3.4 การกีดขวางตัวของภูเขา การที่ประเทศไทยมีทิวเขาตะนาวศรี และทิวเขาถนนธงชัยทำให้ภาคตะวันตกและภาคกลางตอนบนได้รับประมาณน้ำฝนน้อยลง เช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวทิวเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น และสันกำแพง ขวางทิศทางลม ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่อับฝน
     3.5 ทิศทางลมประจำ ลมประจำที่พัดผ่านประเทศไทย ได้แก่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดจากมกาสมุทรอินเดีย เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งทำให้บริเวณที่พัดผ่านมีความชุ่มชื้นและมีปริมาณน้ำฝนมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดมาจากประเทศจีนในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยบริเวณที่พัดผ่านจะมีความหนาวเย็นและแห้งแล้งยกเว้นภาคใต้ด้านตะวันออก เนื่องจากลมได้พัดผ่านอ่าวไทย จึงนำเอาความชุ่มชื้นจากทะเลเข้าสู่ด้านตะวันออกของภาคใต้
     3.6 พายุ ประเทศไทยได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่น ซึ่งพัดมาจากทะเลจีนใต้ ทำให้บางช่วงเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ในประเทศ
     ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 5 37 เหนือ ถึง 20 27 เหนือ จึงจัดอยู่ในประเทศโซนร้อน แต่เนื่องจากความแตกต่างด้านภูมิประเทศ และความกว้างของพื้นที่ ทำให้ประเทศไทยมีภูมิอากาศถึง 3 ลักษณะดังนี้
          1) ลักษณะภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน (สะวันนา) ฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศจะแห้งแล้ง มีฤดูฝนสั้น ๆ พืชพรรณธรรมชาติจะเป็นทุ่งหญ้า บริเวณที่มีลักษณะภูมิอากาศประเภทนี้ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และตอนบนของภาคตะวันออก นับเป็นเขตภูมิอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ
          2) ลักษณะภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน เป็นภูมิอากาศที่มีฝนตกชุดเกือบตลอดทั้งปี แต่มีฤดูแล้งสั้น ๆ คั่นสลับภูมิอากาศประเภทนี้ อยู่บริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออก และบริเวณภาคใต้ของประเทศ
          3) ลักษณะภูมิอากาศแบบป่าชื้นเขตร้อน เป็นภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกตลอดปี ได้แก่ บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมทั้ง 2 ด้าน

4. ทรัพยากรธรรมชาติ
     ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ และการพักผ่อนหย่อนใจ ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมี 4 ชนิด คือ


1. ทรัพยากรดิน คือ วัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมพื้นผิวโลกอยู่เป็นชั้นบาง ๆ ซึ่งประกอบด้วยอนินทรีย์วัตถุ 45 % อากาศ 25 % และอินทรียวัตถุ 5 %
ประเภทของดินในประเทศไทยสามารถจำแนกได้ ดังนี้
     1) ดินที่ราบน้ำท่วมถึง เป็นดินตะกอน อัลลูเวียน ซึ่งเป็นดินเหนียว อายุน้อย มีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะแก่การทำไร่
     2) ดินลานตระพักลำน้ำ (ที่ดอน) จะพบบริเวณขอบขอภาคกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง เหมาะแก่การทำไร่
     3) ดินที่เกิดจากหินประเภทต่าง ๆ เช่นดินที่เกิดจากหินปูนในจังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และดินที่เกิดจากหินบะซอลต์ ในจังหวัดจันทรบุรี และตราด จะมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกข้าวโพด และผลไม้ ทั้งนี้เพราะดินมีความเป็นด่าง ส่วนดินที่เกิดจากหินทราย และหินแกรนิตจะมีความอุดมสมบูรณ์น้อยกว่า
     4) ดินภูเขา เป็นดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมาก เป็นดินที่มีป่าไม้ปกคลุมตามธรรมชาติ แต่ถ้าหากนำมาใช้ในการเพาะปลูกก็จะลดความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็วมากเพราะมีการชะล้างและการพังทลายสูง เมื่อไม่มีพืชปกคลุมดิน
     5) ดินที่ราบลุ่มต่ำ (พรุ) เป็นดินที่มีน้ำท่วมขัง และมีซากของพืชที่ทับถมกันเป็นชั้นหนา เป็นดินที่มีอินทรียวัตถุปะปนในอัตราสูงมาก ตากปกติเป็นดินที่นำมาใช้ประโยชน์ได้น้อย เนื่องจากมีน้ำท่วมขัง และดินเป็นกรด ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น ดินบริเวณที่ลุ่มพรุชายฝั่งจังหวัดนราธิวาสและลุ่มของบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น
     6) ดินชายฝั่งทะเล ซึ่งมีเนินทรายหรือหาดทราย ดินจิมีความเป็นทรายจัด ดินชนิดนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ใช้เพาะปลูกเกือบไม่ได้ เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดสงขลา เป็นต้น

2. ทรัพยากรน้ำ ประเทศไทยมีทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์พอสมควร ปริมาณน้ำฝนอยู่ในระดับปานกลาง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และซีกตะวันตกของภาคตะวันออก มีฝนตกทั้งปี ประมาณ 1,000-1,600 มิลลิเมตรต่อปี
ภาคกลางมีแม่น้ำสายใหญ่ ๆ ซึ่งมีปริมาณน้ำมากตลอดทั้งปี เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เป็นต้น ทำให้ภาคกลางมีน้ำอุดมสมบูรณ์มากกว่าภาคอื่น ๆ ของประเทศ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึงจะมีแม่น้ำสายใหญ่ คือ แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล แต่ปริมาณการไหลของแม่น้ำทั้งสองน้อยกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับแม่น้ำส่วนใหญ่เป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ จึงทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของน้ำมนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีน้อย
สำหรับแหล่งน้ำใต้ดิน ภาคกลางเป็นภาคที่มีน้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์ที่สุด สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือแม้จะมีน้ำใต้ดินเก็บกักไว้ได้มากในชั้นของหินทรายใต้ดิน แต่เนื่องจากมีปัญหาแร่เกลือแทรกอยู่ในชั้นหิน ทำให้แหล่งน้ำบาดาลมีรสเค็ม ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากเท่าที่ควร
3. ทรัพยากรแร่ธาตุ ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลาง มีแร่บางชนิดที่ขุดนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศ ตลอดจนสามารถส่งเป็นสินค้าออกได้
บริเวณทิวเขาในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันตก ซึ่งมีหินแกรนิต แทรกตัวในชั้นหินจะมีแร่ดีบุกจำนวนมาก และยังมีแร่โลหะ และอโลหะบางชนิดที่มีกำเนิดจาหินอัคนี เช่น พลวง ทังสเตน สังกะสี ตะกั่ว ฟลูออไรต์ และรัตนชาติ ซึ่งจะพบอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงกับภูเขาหินแกรนิต หรือหินบะซอลด์ แร่เหล่านี้มีการขุดนำมาใช้ประโยชน์เกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่ค่อยมีหินอัคนีปรากฏอยู่
ส่วนแร่ธาตุที่กำเนิดอยู่ในชั้นหินมีบางชนิดสามารถขุดนำมาใช้ประโยชน์ได้พอสมควร เช่น ถ่านลิกไนต์ ซึ่งขุดได้ในภาคเหนือ และภาคใต้ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตเลียมซึ่งขุดได้จากภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน (อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร) และในอ่าวไทย ส่วนเกลือหินและโพแทซ มีอยู่มากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการวางแนวท่อก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นบกที่จังหวัดระยอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
4. ทรัพยากรป่าไม้ ประเทศไทยมีฝนตกมากเพียงพอที่จะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทยจึงมีความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะตามบริเวณภูเขาในปัจจุบันป่าไม้ในประเทศไทยได้ค่อย ๆ ร่อยหรอลง มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ มีการลักลอบตัดไม้อย่างผิดกฎหมาย หรือเพื่อเข้าไปทำการเพาะปลูกในที่ดินนั้น ๆ

การแบ่งภาคภูมิศาสตร์ของประเทศไทย
     การแบ่งภาคภูมิศาสตร์ มีความมุ่งหมายเพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตของพื้นที่ขนาดต่าง ๆ ที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเฉพาะของตนเอง มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ สามารถเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของพื้นที่นั้น ๆ ได้ชัดเจน และสะดวกขึ้น
     ประเทศไทยมีการแบ่งภาคภูมิศาสตร์เมื่อ พ.ศ.2520 โดยคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติได้พิจารณาตกลงให้มีการแบ่งภาคภูมิศาสตร์ของประเทศไทยออกเป็น 6 ภาค โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้
     1. การเรียกชื่อภาคให้ใช้ทิศเป็นสำคัญ เช่น ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคตะวันตก
     2. การกำหนดขอบเขตอาณาบริเวณของแต่ละภาค พิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศท้องถิ่น เชื้อชาติ และวัฒนธรรมของท้องถิ่น รวมทั้งการประกอบอาชีพ
     3. ขอบเขตของแต่ละภาค ใช้แนวการแบ่งเขตจังหวัดเป็นสำคัญ
1. ภูมิศาสตร์ภาคเหนือ
     1.1 ลักษณะภูมิประเทศ
     ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทิวเขา และที่ราบหุบเขา สลับกันเป็นแนวยาวขนานกัน ทิวเขาจะทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ทิวเขาที่สำคัญ ได้แก่ ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาผีปันน้ำ และทิวเขาหลวงพระบาง ซึ่งมีความสูงมากกว่าภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยอินทนนท์ สูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประเทศไทย อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ และอันดับสอง คือ ดอยหลวงเชียงดาว สูงจากระดับน้ำทะเล 2,185 เมตร อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่นกัน
     ทิวเขาในภาคเหนือเกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก โดยเกิดขึ้นหลายครั้งด้วยกันทำให้หินเปลือกโลกที่พบในภาคเหนือมีอายุแตกต่างกัน ตั้งแต่มหายุคพีแคมเบรียน ซึ่งเก่าที่สุด จนถึงมหายุคซีโนโซอิก ซึ่งเป็นมหายุคที่ใหม่ที่สุด
     ทิวเขาในภาคเหนือจะมีหินอัคนีจำพวกหินแกรนิต และหินแปรจำพวกหินไนต์ และหินซีสต์อันเป็นหินที่แข็งแกร่งทนทานต่อการสึกกร่อน มักจะเป็นภูเขาที่คงรูปร่างสูง ตั้งเด่นกว่าพื้นที่รอบ ๆ ยอดเขาเป็รรูปมน ๆ ตัวอย่างภูเขาหินแกรนิตในภาคเหนือ ได้แก่ ดอยอินทนนท์ และดอยสุเทพ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนทิวเขาหินปูนมักจะมียอดเขาหยักแหลมและขรุขระไม่มนเหมือนภูเขาหินแกรนิต ภายในภูเขามักมีถ้ำซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของหินปูนกับน้ำฝน และมีหินงอกหินย้อยในถ้ำ ถ้ำบางแห่งอาจเกิดการยุบตัวลงเพราะทานน้ำหนักของหลังคาถ้ำไม่ไหว กลายเป็นแอ่งบนพื้นดินเรียกว่า แอ่งยุบ ซึ่งตนในภาคเหนือเรียกว่า อ่างสลุง
     ภาคเหนือมีพื้นที่เป็นภูเขามากกว่าที่ราบประมาณ 4 : 1 (ภูเขาประมาณร้อยละ 78 ของพื้นที่ทั้งหมด) ซึ่งมีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพของประชากร ดังจะเห็นได้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสายต่าง ๆ และมีอาชีพเพาะปลูกเป็นอาชีพสำคัญ
     1) ทิวเขาในภาคเหนือ วางตัวสลับซับซ้อน แบ่งออกได้ 4 ทิวเขาด้วยกัน คือ ทิวเขาแดนลาว อยู่ทางเหนือสุดของภาค ติดกับประเทศพม่า ทิวเขาถนนธงชัย อยู่ทางตะวันตกของภาค ทิวเขาผีปันน้ำ อยู่ทางตอนกลางของภาค และทิวเขาหลวงพระบาง อยู่ทางตะวันออกของภาคติดกับประเทศลาว
          1. ทิวเขาแดนลาว เป็นทิวเขาต่อเนื่องมาจากเทือกเขาสูงทางตอนใต้ของจีน เป็นแนวกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับพม่าในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ตอนปลายทิวเขาเชื่อมต่อกับทิวเขาถนนธงชัยมีความยาว 120 กิโลเมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยผ้าห่มปก สูง 2,253 เมตร อยู่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
          2. ทิวเขาถนนธงชัย อยู่ทางตะวันตกของภาคเหนือ แบ่งออกเป็น 3 แนวเรียงซ้อนกันจากตะวันตกไปตะวันออก เรียกชื่อตามทิศที่ตั้ง คือ ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก ทิวเขาถนนธงชัยกลาง และทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก มีความยาว 880 กิโลเมตร
          ก. ทิวเขาถนนธงชัยตะวันตก ตั้งต้นจากจุดที่บรรจบกับทิวเขาแดนลาวไปตามเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า อยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก
          ข. ทิวเขาถนนธงชัยกลาง ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำยม กับแม่น้ำแจ่ม อยู่ระหว่างทิวเขาแดนลาว และทิวเขาตะนาวศรี
          ค. ทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก อยู่ระหว่างแม่น้ำแจ่ม และแม่น้ำตื๋นกับแม่น้ำปิง เป็นแนวยาวที่สุด มีดอยสูงและมีชื่ออยู่มาก ได้แก่ ดอยอินทนนท์ (สูง 2,565 เมตร) ดอยหลวงเชียงดาว (สูง 2,185 เมตร) ดอยสุเทพ (สูง 1,676 เมตร)
          3. ทิวเขาผีปันน้ำ เป็นสันปันน้ำที่แบ่งแยกน้ำไหลเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งไหลไปลงระบบแม่น้ำเจ้าพระยา (คือ ปิง วัง ยม น่าน) อีกทางไหนไปลงระบบน้ำแม่น้ำโขง (แม่น้ำกก และแม่น้ำอิง) ทิวเขาผีปันน้ำประกอบด้วยทิวเขา 3 แนว คือ ผีปันน้ำตะวันตก ผีปันน้ำกลาง และผีปันน้ำตะวันออก รวมความยาว 412 กิโลเมตร
          ก. ผีปันน้ำตะวันตก ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงกับแม่น้ำวัง กั้นเขตแดนจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดเชียงรายและลำปาง
          ข. ผีปันน้ำกลาง ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำวังกับแม่น้ำยม เป็นเขตแดนระหว่างจังหวัดลำปางกับจังหวัดพะเยาตอนล่าง เป็นเขตแดนระหว่างจังหวัดลำปางกับจังหวัดแพร่ และสุโขทัย
          ค. ผีปันน้ำตะวันออก ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน เป็นเขตแดนระหว่างจังหวัดพะเยากับจังหวัดน่าน ยอดเขาสูงเด่นมีน้อย
          4. ทิวเขาหลวงพระบาง เป็นพรมแดนระหว่างไทยกับลาว ในเขตจังหวัดน่าน มีความยาว 590 กิโลเมตร เป็นต้นน้ำลำธารของแม่น้ำน่าน และแม่น้ำโขง

     2) แม่น้ำในภาคเหนือ แบ่งได้เป็น 3 ระบบ ดังนี้
          1. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน รวมทั้งแควต่าง ๆ รอบแม่น้ำเหล่านี้
          ก. แม่น้ำปิง ต้นกำเนิดจากภูเขาในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลงสู่ด้านใต้ผ่านเขตจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ตาก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ก่อนจะถึงนครสวรรค์มีแม่น้ำวัง ไหลมาบรรจบที่ตำบลปากวัง อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก และไหลบรรจบกับแม่น้ำที่ตำบลปากน้ำโพ กับตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำปิงมีความยาว 715 กิโลเมตร
          ข. แม่น้ำวัง มีต้นกำเนิดจากอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ไหลทางใต้ ผ่านจังหวัดลำปาง และจังหวัดตาก ไปบรรจบกับแม่น้ำปิงที่บ้านปากวัง อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก มีความยาว 400 กิโลเมตร
          ค. แม่น้ำยม ต้นกำเนิดจากภูเขาในอำเภอปง จังหวัดพะเยา ไหลผ่านจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ ไปบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ มีความยาว 700 กิโลเมตร
          ง. แม่น้ำน่าน ต้นกำเนิดจากทิวเขาหลวงพระบางในเขตอำเภอทิว จังหวัดน่าน ไหลผ่านจังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และนครสวรรค์ บรรจบกับแม่น้ำปิงที่ตำบลปากน้ำโพ และตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ แม่น้ำน่านเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดของระบบแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ยาว 740 กิโลเมตร มีแควเล็ก ๆ ที่ไหลลงแม่น้ำ คือ แม่น้ำว้า และแม่น้ำปาด
          2. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ได้แก่ แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำอิง
          ก. แม่น้ำรวก เกิดจากดอยผาเลง ทางทิศใต้ของเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า และไหลเข้าเขตประเทศไทยที่แม่สาย ไหลมารวมในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จากนั้นไหลผ่านอำเภอแม่สายไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตรงที่บรรจบเรียกว่า สบรวก แม่น้ำรวกเป็นเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า มีความยาว 40 กิโลเมตร (ตั้งแต่จุดที่แม่น้ำสายไหลมาบรรจบกับแม่น้ำรวก) ตรงสบรวกเป็นจุดที่ดินแดน 3 ประเทศ คือ พม่า – ไทย – ลาว มาบรรจบกัน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” เพราะมีการผลิตและค้าฝิ่นมากในบริเวณนี้
          ข. แม่น้ำสาย ต้นกำเนิดจากภูเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองทุมในประเทศพม่า แล้วไหลลงมาทางใต้ จนถึงสะพานข้ามแม่น้ำซึ่งเรียกว่า “ท่าขี้เหล็ก”(อยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย) ประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า จนถึงจุดบรรจบกับแม่น้ำรวกความยาวของเส้นกั้นเขตแดนโดยอาศัยลำน้ำแม่สายมีประมาณ 15 กิโลเมตร
          ค. แม่น้ำกก ต้นกำเนิดจากเทือกเขาด้านทิศใต้ของเมืองเชียงตุง ประเทศพม่าไหลไปทางทิศใต้ผ่านเมืองกก เมืองสาด และไหลเข้าเขตประเทศไทยทางทิศตะวันตกของดอยสามเส้าในเขตอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นไหลเข้าเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผ่านอำเภอแม่จันไหลลงแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย แม่น้ำกกมีแควอยู่ 2 สาย คือ แม่น้ำฝาง และแม่น้ำลาว โดยมีต้นกำเนิดจากด้านเหนือของทิวเขาผีปันน้ำ
          ง. แม่น้ำอิง ต้นกำเนิดจากภูเขาจังหวัดพะเยาไหลผ่านกว๊านพะเยาในเขตอำเภอพะเยา จากนั้นไหลสู่อำเภอพาน และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
          3. กลุ่มแม่น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน ได้แก่ แม่น้ำปาย แม่น้ำยวม แม่น้ำเมย
          ก. แม่น้ำปาย ต้นกำเนิดจากทิวเขาถนนธงชัย และแดนลาว ในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนไหลออกนอกเขตประเทศที่ตำบลผาบ่อง อำเภอผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอนแล้วไหลรวมกับแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า
          ข. แม่น้ำยวม ต้นกำเนิดจากอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไหลลงทางทิศใต้ผ่านอำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง ไปลงแม่น้ำเมยที่ตำบลคะตวน อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
          ค. แม่น้ำเมย ต้นน้ำกำเนิดจากเขาโคกโพโชในประเทศพม่า แล้วไหลเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างประเทศไทยกับพม่า ในเขตอำเภอแม่สอด อำเภอท่าสว่าง จังหวัดตาก จากนั้นไหลลงแม่น้ำสาละวินที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

2. ลักษณะภูมิอากาศ
     ภูมิอากาศในภาคเหนือ เป็นแบบทุ่งหญ้าเขตร้อน (ทุ่งหญ้าสะวันนา,Aw) ทั้งนี้เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของภาคเหนืออยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ห่างจากทะเล และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่าภาคอื่น ๆ อากาศในภาคเหนือจึงค่อนข้างหนาวเย็นในฤดูหนาว และร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวมีมากกว่าภาคอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ทะเล
     1) ฤดูกาล มีอยู่ 3 ฤดู คือ
          ก. ฤดูฝน จะเริ่มปลายเดือนพฤษภาคม และสิ้นสุดปลายเดือนตุลาคม
นอกจากนั้นยังมีฝนที่เกิดจากพายุดีเปรสชั่นจากทะเลจีนใต้พัดผ่านเวียดนามและลาวแล้วมาถึงภาคเหนือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน
          ข. ฤดูหนาว จะเริ่มเดือนตุลาคมไปสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูหนาวของภาคเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นกว่าภาคกลาง ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
          ค. ฤดูร้อน จะเริ่มกลางเดือนกุมภาพันธ์ ไปสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคมและจะเกิดฝนฟ้าคะนองเป็นครั้งคราว เนื่องจากเกิดการปะทะกันระหว่างลมตะวันออกหรือตะวันออกเฉียงใต้พัดจากทะเลจีนใต้ และลมฝ่ายเหนือที่พัดจากประเทศจีน
     2) อุณหภูมิ ภาคเหนือมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 24.6 ถึง 27.7 องศาเซลเซียส จังหวัดที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด คือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ส่วนจังหวัดที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด คือ จังหวัดเชียงราย
     3) ปริมาณน้ำฝน ภาคเหนือมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200 มิลลิเมตรต่อปี จังหวัดเชียงรายมีฝนตกเฉลี่ยประจำปีมากที่สุด คือ 1,801 มิลลิเมตร ส่วนน้อยสุด คือจังหวัดลำปาง 1,079 มิลลิเมตร

3. ทรัพยากรธรรมชาติ
     1) ดิน ดินที่พบในภาคเหนือ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ ดินบริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ และที่เนิน ดินบริเวณที่ราบลุ่มและราบต่ำ ดินบริเวณที่ราบลอนลาด และภูเขาเตี้ย ๆ ดินบริเวณลาดเขาหรือที่สูง
     ก. ดินบริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำและที่เนิน เกิดจากการทับถมของตะกอนของลำน้ำพัดพามาทับถมกันยังไม่นานนัก พบตลอดริมฝั่งแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ และผลไม้ เช่น ลำไย มะปราง เป็นต้น บางแห่งเป็นดินเหนียวระบายน้ำเลว เหมาะแก่การทำนา
     ข. ดินบริเวณที่ราบลุ่มและที่ราบต่ำ พบบริเวณที่ราบเรียบ เกิดจากตะกอยที่น้ำพัดพามานาน เนื้อดินละเอียด ประเภทโคลนเลน และดินเหนียว มีคุณสมบัติเป็นกรดหรือเป็นด่างเล็กน้อย หากใส่ปุ๋ยสามารถปลูกพืชไร่บางชนิดได้ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และสามารถปลูกพืชไร่จำพวกข้าวโพด ถั่วเหลือง ในฤดูแล้งได้
     2) น้ำ ภาคเหนือมีทรัพยากรน้ำอุดมสมบูรณ์ปานกลาง เมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ ซึ่งอยู่ในรูปของน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน
     ก. น้ำบนผิวดิน ส่วนใหญ่เป็นน้ำในแม่น้ำลำคลอง หนอง และบึง ปริมาณน้ำบนผิวดินของภาคเหนือถูกจำกัดโดยปัจจัยดังนี้
          1. ปริมาณน้ำฝนทั้งปีไม่มากนัก
          2. แม่น้ำส่วนใหญ่เป็นแม่น้ำสายเล็ก ๆ เพราะเป็นต้นน้ำ
          3. ฤดูฝนสั้นกว่าฤดูแล้ง
     นอกจากแม่น้ำลำธารสายต่าง ๆ ในภาคเหนือยังมีแหล่งน้ำผิวดินที่สำคัญ คือ กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ 92,500 ไร่ เขี่อนในภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นเขื่อนขนาดเล็ก เขื่อนทีใหญ่ที่สุด คือ เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่บนลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ สามารถกักเก็บน้ำได้ 10,500 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังมีเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
     ข. น้ำใต้ดิน น้ำใต้ดินในลักษณะของน้ำบ่อ และบ่อบาดาลในภาคเหนือ มีอยู่กระจายทั่วไป เช่น อำเภอแม่ริม สันทราย สันกำแพง และสารภีในจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองและป่าซาง จังหวัดลำพูน
     3) ทรัพยากรแร่ ภาคเหนือมีทรัพยากรแร่หลายชนิด เพราะมีโครงสร้างหินอัคนี และหินแปร และหินชั้นที่ให้กำเนิดแร่ต่าง ๆ โดยแร่ที่ผลิตได้มาก ได้แก่ แร่ดีบุก ทังสเตน พลวง แมงกานีส ฟลูออไรต์ แบไรต์ ดินขาว ถานหินลิกไนต์ และน้ำมัน
     4) ทรัพยากรป่าไม้ ภาคเหนือเป็นภาคที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากกว่าภาคอื่น ๆ จากการสำรวจใน
พ.ศ. 2541 มีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เป็นอัตราส่วน 78.9 หรือ 73,886 ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ผลัดใบประเภทป่าเบญจพรรณ และป่าแดง นอกจากนี้ยังมีป่าไม้ผลัดใบจำพวกป่าดิบเขาและป่าสนเขาซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภาคเหนือ
     ภาคเหนือเป็นภาคที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่สวยงามของประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของภาคเหนือ มีดังนี้
     1. แหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา ภูเขาสูงในภาคเหนือเป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม เป็นที่อยู่ของชาวไทยภูเขา ซึ่งมีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น
อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ และอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นต้น
     2. แหล่งท่องเที่ยวประเภทถ้ำ ในภาคเหนือมีถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งเกิดอยู่ในบริเวณภูเขาหินปูน ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ ถ้ำเชียงดาว และถ้ำตับเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ถ้ำผาไทย จังหวัดลำปาง ถ้ำผานาง และถ้ำอลงกรณ์ จังหวัดแพร่
     3. แหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตก ภาคเหนือมีน้ำตกขนาดใหญ่มากมาย และสวยงามโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่มีน้ำตกห้วยแก้ว น้ำตกแม่สา น้ำตกแม่กลาง น้ำตกแม่ยะ (ใหญ่และสวยงามที่สุดในภาคเหนือ อยู่ที่อำเภอจอมทอง) น้ำตกแม่ริม
     4. แหล่งท่องเที่ยวประเภทบ่อน้ำร้อน หรือน้ำพุร้อน ภาคเหนือมีบ่อน้ำร้อนและน้ำพุมากกว่าภาคใด ๆ เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ทำให้ความร้อนจากใต้พิภพแทรกตัวขึ้นมาในชั้นหิน ทำให้น้ำใต้ดินมีอุณหภูมิสูงมาก เกิดการอัดดันตัวขึ้นมาบนพื้นดิน บ่อน้ำร้อนที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือ ได้แก่ บ่อน้ำร้อนฝาง บ่อน้ำร้อนแม่แจ่ม โป่งเดือดป่าแป๋ พุน้ำร้อนสันกำแพง น้ำพุร้อนบ้านเมืองงาม จังหวัดเชียงใหม่ พุน้ำร้อนโป่งปูเพือง และพุน้ำร้อนโป่งเจดีย์ จังหวัดเชียงราย
     5. แหล่งท่องเที่ยวประเภททิวทัศน์ แปลกตาพิเศษ มีลักษณะเสาดินสูง-ต่ำ ตั้งเรียงราย ทั้งนี้เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำในอดีต ลักษณะภูมิประเทศแบบนี้มีอยู่ 2 แห่ง คือ
“ฮ่อมจ๊อม” ในจังหวัดน่าน และ “แพะเมืองผี” จังหวัดแพร่
     6. แหล่งท่องเที่ยวประเภททะเลสาบ และอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ กว๊านพะเยา ในจังหวัดพะเยา และอ่างเก็บน้ำดอยเต่า ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสองแห่งมีทิวทัศน์งดงามมาก
     5) ประชากรและการเพิ่มประชากร
          ก. จำนวนประชากร ภาคเหนือมีประชากรรวมทั้งสิ้น 6.28 ล้านคน (ตามทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2541 ) จังหวัดที่มีมากที่สุด คือ จังหวัดเชียงใหม่ 1.58 ล้านคน ส่วนน้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 232,988 คน
          ข. ความหนาแน่น ความหนาแน่นเฉลี่ย 67 คนต่อหนึ่งตารางกิโลเมตร จัดได้ว่าไม่หนาแน่นมากนัก (ประเทศไทย ประชากรหนาแน่นเฉลี่ย 119 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร) ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นภูเขาโดยประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน
          ค. ชาวไทยภูเขา เป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยถาวรในพื้นที่สูง และทุรกันดาร มีภาษา ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตนเอง ชาวไทยภูเขาที่มีมากที่สุด คือ กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ เย้า ลีซอ อีก้อ จังหวัดที่มีมากที่สุด คือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย
          ง. การประกอบอาชีพ อาชีพสำคัญของประชากรในภาคเหนือ คือ เกษตรกรรม มีการทำนา และทำไร่ เป็นหลัก
     6) ปัญหาสิ่งแวดล้อมในภาคเหนือและแนวทางการแก้ไข
ปัญหาสิ่งแวดล้อมมี 4 ปัญหาสำคัญ คือ
1. ปัญหาดินชะล้างพังทลาย เกิดจากการตัดไม้ผิดกฎหมายของนายทุน และการทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขา เพื่อขยายเนื้อที่ในการเพาะปลูก ซึ่งมีวิธีแก้ไขดังนี้
     1.1 มีมาตรการควบคุมการาตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายอย่างได้ผล
     1.2 ควบคุมการทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขา มิให้ขยายวงกว้างออกไป สนับสนุนการให้ความรู้ในการเพาะปลูก
     1.3 ปรับปรุงพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่
     1.4 ส่งเสริมให้เพาะปลูกควบคู่กับการอนุรักษ์ เช่น การปรับพื้นที่แบบขั้นบันได การปลูกพืชสลับแถว การปลูกต้นไม้ยืนต้น และการปลูกพืชคลุมดิน เป็นต้น
2. ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน ภาคเหนือมีปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินมากกว่าภาคอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะมีที่ราบจำกัด ในปัจจุบันได้พยายามแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
3. ปัญหาการสูญเสียป่าไม้ การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ในภาคเหนือ เกิดจากการทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขา และการลักลอบตัดไม้โดยผิดกฎหมายของนายทุน และชาวบ้าน เนื่องจากไม้ในภาคเหนือเป็นไม้ที่มีราคา โดยเฉพาะไม้สัก วิธีการแก้ปัญหาต้องใช้มาตรการที่สำคัญดังนี้
     3.1 ชักจูงให้ชาวไทยภูเขาลดการทำไร่เลื่อนลอยให้น้อยลง
     3.2 ลงโทษผู้กระทำผิดในการลักลอบตัดไม้โดยผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
4. การแพร่กระจายของวัชพืช ปัญหาการแพร่กระจายของวัชพืชที่สำคัญของภาคเหนือ คือ การแพร่กระจายของต้นไมยราบยักษ์ โดยมีผู้นำเข้าจากต่างประเทศด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเมล็ดสามารถลอยไปตามลำน้ำสายต่าง ๆ โดยเฉพาะลุ่มแม่น้ำปิง
     7) ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพกับประชากรในภาคเหนือ
          1. ภาคเหนือเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ปริมาณน้ำมากในฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตร
          2. ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบแคบ ๆสลับภูเขา ทำให้เมืองต่าง ๆ มักตั้งอยู่บริเวณที่ราบแคบ ๆ มีอาชีพค้าขายและบริการ ส่วนบนภูเขาเป็นที่อยู่ของชาวไทยภูเขา และเกษตรกรทั่วไปซึ่งมีอาชีพปลูกพืชสวนและพืชไร่
          3. ป่าไม้ เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของภาคเหนือ มีการทำป่าไม้และอุตสาหกรรมจากไม้ และยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และยังทำรายได้ให้กับท้องถิ่นโดยการผลิตสินค้าหัตถกรรม เพื่อเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว
          4. ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาที่ลาดเอียง ทำให้เกิดการสึกร่อนและการพังทลายชองหน้าดิน เมื่อประชากรต้องการเพาะปลูกจะมีการทำลายป่าไม้ในลักษณะการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกพืชบนที่ลาดเอียงเป็นแนวจากที่สูงลงสู่เชิงเขาหรือการเปิดพื้นที่เหมืองทิ้งไว้ ทำให้เกิดปัญหาการพังทลายเร็วขึ้น
          5. ภาคเหนือมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ราบแคบ ๆ ประมาณร้อยละ 20 ของภาคเกษตรกรมีที่ทำกินเฉลี่ยครอบครัวละ 10 ไร่ ทำให้ประชากรอพยพออกไปอยู่ภาคกลางตอนบน

                                                                  แบบทดสอบ
คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว กาตอบลงในกระดาษคำตอบ

1. ข้อใดคือที่ตั้งสมบูรณ์ของประเทศไทย
     ก. ทิศเหนือ 20 27 N ทิศใต้ 5 37 N ทิศตะวันออก 105 38 E ทิศตะวันตก 97 22 E
     ข. ทิศเหนือ 20 27 N ทิศใต้ 5 37 S ทิศตะวันออก 105 38 E ทิศตะวันตก 97 22 W
     ค. ทิศเหนือ 20 27 N ทิศใต้ 5 37 S ทิศตะวันออก 105 38 E ทิศตะวันตก 97 22 E
     ง. ทิศเหนือ 20 27 N ทิศใต้ 5 37 S ทิศตะวันออก 105 38 E ทิศตะวันตก 97 22 W
2. การแบ่งภาคภูมิศาสตร์ของประเทศใด ๆ จะยึดหลักสำคัญที่สุดข้อใด
     ก. ลักษณะพื้นที่อย่างเดียวกัน
     ข. สะดวกต่อการศึกษาค้นคว้าเชิงวิชาการ
     ค. ความสอดคล้องกับการแบ่งเขตการปกครอง
     ง. ลักษณะขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเดียวกัน
3. การจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นภูมิภาคตามเกณฑ์ทางภูมิศาสตร์ สามารถให้อธิบายข้อใดได้ดีที่สุด
     ก. การวิเคราะห์พื้นที่ได้ละเอียดมากขึ้น
     ข. การแจกแจงลักษณะที่ซับซ้อนให้ง่ายขึ้น
     ค. ความคล้ายคลึงและความแตกต่างในพื้นที่
     ง. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
4. การแบ่งภาคภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่แบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาคนั้นใช้หลักเกณฑ์ในข้อใด
     ก. ลักษณะทางด้านกายภาพและวัฒนธรรม
     ข. ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ดิน พืช และสัตว์
     ค. ลักษณะภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และการประกอบอาชีพ
     ง. ลักษณะทั่วไปของประชากรด้านเชื้อสาย ภาษา และขนบธรรมเนียม
5. สิ่งที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพกับประชากรน้อยที่สุด ได้แก่ข้อใด
     ก. ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ-จำนวนประชากร
     ข. ลักษณะภูมิประเทศและทรัพยากร-ธรรมชาติ-รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน
     ค. ลักษณะที่ตั้งทางกายภาพและที่ตั้งสัมพันธ์-สุขอนามัยของประชากร
     ง. ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ-ลักษณะอาชีพและการเศรษฐกิจ
6. คำถามข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์กายภาพ
     ก. เหตุใดจึงมีภูเขายอดราบอย่างสมบูรณ์ เช่น ภูกระดึง
     ข. เหตุใดจึงยังไม่มีการนำเอาหินน้ำมันที่แม่สอดมาใช้ประโยชน์
     ค. เหตุใดเขาสามมุดมีหินแกรนิต แต่ภูเขาในกาญจนบุรีมีหินปูน
     ง. เหตุใดในภาคกลางจึงมีฝนตกทางตอนล่างของภาคมากกว่าตอนบน
7. ปัจจุบันป่าไม้ประเภทใดที่ให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของโลกมากที่สุด
     ก. ป่าผสม เพราะอยู่ใกล้ตลาดและมีไม้หลายประเภท
     ข. ป่าดิบในเขตร้อน เพราะมีจำนวนมากและคุณภาพสูง
     ค. ป่าสน เพราะมีปริมาณมากและใช้ประโยชน์กว้างขวาง
     ง. ป่าเบญจพรรณ เพราะมีไม้หลายประเภทและคุณภาพสูง
8. ภูมิประเทศใดต่อไปนี้ที่บ่งชี้ถึงการยกตัวของแผ่นธรณี (Uplifting) ในอดีต
     ก. เทือกเขาผีปันน้ำในภาคเหนือ
     ข. ภูเขาโดด จังหวัดนครสวรรค์
     ค. ชายฝั่งทะเลจากระนองถึงกระบี่
     ง. ชายฝั่งทะเลจากนครศรีธรรมราชถึงปัตตานี
9. การเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในบริเวณที่เป็นประเทศไทย ทำให้เกิดผลต่าง ๆ ยกเว้นข้อใด
     ก. การยกตัวทำให้ภาคะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูง
     ข. การยุบตัวทำให้ภาคกลางกลายเป็นแหล่งรองรับตะกอน
     ค. การยกตัวของภูเขาภาคใต้เป็นแนวจากตะวันตกมาตะวันออก
     ง. การบีบอัดตัวและยกตัวกลายเป็นทิวเขาสลับหุบเขาของภาคเหนือ
10. ถ้าท่านต้องการศึกษาภูมิประเทศที่เกิดจากภูเขาไฟต้องไปที่ใด
     ก. ภูกระดึง
     ข. เขาหลวง เขาสอยดาว
     ค. ภูอังคาร เขาพนมรุ้ง
     ง. ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง
11. ปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยมีอิทธิพลต่ออะไรมากที่สุด
     ก. การเลี้ยงสัตว์
     ข. การทำสวนผลไม้
     ค. การเติบโตของพืช
     ง. กิจกรรมของมนุษย์
12. ลิ่มความกดอากาศสูงปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทย หมายความว่าอย่างไร
     ก. มวลอากาศเย็นซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปลิ่มปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทย
     ข. แนวปะทะอากาศเย็นซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปลิ่มปกคลุมภาคเหนือของประเทศไทย
     ค. มวลอากาศร้อนซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปลิ่มลอยออกจากภาคเหนือของประเทศไทย
     ง. แนวปะทะอากาศร้อนซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปลิ่มลอยออกจากภาคเหนือของประเทศไทย
13. ถ้าได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเที่ยวโดยพิจารณาถึงภูมิภาคที่มีทั้งป่าเขา ถ้ำ น้ำตก ทะเล ทะเลสาบเหนือเขื่อน แหล่งประวัติศาสตร์และไม่ห่างไกลจากกรุงเทพ ท่านจะนำเที่ยวภูมิภาคใด
     ก. ภาคตะวันตกกับภาคใต้
     ข. ภาคเหนือกับภาคตะวันตก
     ค. ภาคกลางกับภาคตะวันออก
     ง. ภาคะตะวันตกกับภาคตะวันออก
14. ข้อความใดที่อธิบายลักษณะภูมิประเทศไม่ถูกต้อง
     ก. ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้เกิดจากการจมตัว
     ข. ดินดอนสามเหลี่ยมของที่ราบภาคกลางเกิดจากดินตะกอนแม่น้ำ
     ค. การโก่งตัวของเปลือกโลกในภาคเหนือ ทำให้เกิดเทือกเขาขนานในแนวเหนือใต้
     ง. การยกตัวของแผ่นดินทั้งทางด้านเหนือและด้านใต้ ทำให้ภูมิประเทศภาคตะวันออก
         เฉียงเหนือลาดเอียงไปทางตะวันตก
15. เมื่อพิจารณาจากลักษณะภูมิประเทศ การก่อสร้างถนนในภูมิภาคใดของประเทศไทยจะสิ้นเปลืองค่า    ใช้จ่ายน้อยที่สุด
     ก. ภาคกลาง
     ข. ภาคเหนือ
     ค. ภาคตะวันตก
     ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
16. ข้อใดเป็นลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือ
     ก. ที่ราบลุ่มน้ำและที่ราบเก่ายุคพรีแคมเบรียน
     ข. ที่ราบดินตะกอนน้ำพัดพากระจายอยู่ทั่วไป
     ค. ที่ราบดินตะกอนน้ำพัดพาและมีทิวเขาสูงรอบชายขอบ
     ง. ที่ราบสูง และมีทิวเขาสูงรอบชายขอบ
17. ความยากจนของประชากรในภาคเหนือเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ยกเว้นข้อใด
     ก. การทำลายป่าทำให้เกิดน้ำท่วมพืชผลเสียหาย
     ข. การเพิ่มของประชากรทำให้ที่ทำกินไม่เพียงพอ
     ค. ที่ดินทำกินมีน้อย ทำให้ขนาดที่ดินถือครองโดยเฉลี่ยมีขนาดเล็ก
     ง. ขาดระบบชลประทานขนาดเล็กในท้องถิ่น จึงปลูกพืชได้ครั้งเดียว
18. อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประชากรในภาคเหนือตั้งถิ่นฐานหนาแน่นบริเวณแอ่งที่ราบและ    หุบเขา
     ก. การคมนาคมสะดวดและปลอดภัย
     ข. ป่าไม้และพื้นที่ราบเพื่อการเพาะปลูกกว้างขวาง
     ค. แม่น้ำไหลผ่านหลายสาย และมีดินตะกอนอุดมสมบูรณ์
     ง. ภูมิอากาศและภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐาน
19. จากการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์กายภาพของภาคเหนือ ถ้าจะพัฒนาด้านการประกอบอาชีพของประชากรในภาคเหนือควรคำนึงถึงข้อใดเป็นสำคัญ
     ก. มีพื้นที่ราบกว้างขวาง
     ข. ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
     ค. มีแหล่งต้นน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก
     ง. ความเชื่อที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติมา
20. ประชากรในภาคเหนืออาศัยทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นประกอบกิจการประเภทใดมากที่สุด
     ก. อุตสาหกรรมเกษตร
     ข. อุตสาหกรรมโรงงาน
     ค. อุตสาหกรรมเหมืองแร่
     ง. อุตสาหกรรมครัวเรือน
21. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำกลายเป็นแหล่งที่ปลูกฝิ่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของ โลก คือ
     ก. ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้รับจ้างปลูกฝิ่น
     ข. มีภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของฝิ่น
     ค. ชาวเขาที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ มีความชำนาญในการปลูกฝิ่นมาก
     ง. เป็นดินแดนรอยต่อของ 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และพม่า
22. ภาคเหนือมีปริมาณฝนเฉลี่ยน้อยกว่าภาคอื่น แต่ทำไมภาคเหนือจึงไม่ค่อยขาดแคลนน้ำ
     ก. พบน้ำบาดาลมีอยู่ทั่วไป
     ข. พื้นดินสามารถเก็บน้ำได้ดี
     ค. มีป่าไม้และภูเขาสูงเป็นต้นน้ำ
     ง. มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง
23. อาศัยข้อมูลด้านภูมิประเทศในภาคเหนือที่เรียนมา พื้นที่ของจังหวัดใดเอียงลาดไปสู่แม่น้ำโขง
     ก. แพร่
     ข. น่าน
     ค. พะเยา
     ง. อุตรดิตถ์
24. สาเหตุการสูญเสียป่าไม้ในภาคเหนือข้อใดที่ร้ายแรงที่สุด
     ก. การทำไร่เลื่อนลอยทั่วไปและการลักลอบตัดไม้โดยผิดกฎหมายของนายทุน
     ข. การทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขาและการถางป่าเพื่อทำกินของชาวบ้าน
     ค. การทำไร่เลื่อนลอยของชาวไทยภูเขาและการลักลอยตัดไม้โดยผิดกฎหมายของนายทุน
     ง. การถากถางป่าเพื่อทำกินของชาวบ้านและการลักลอบตัดไม้โดยผิดกฎหมายของนายทุน
25. ทรัพยากรน้ำจากลุ่มน้ำในข้อใดที่มีศักยภาพสูงแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์
     ก. อิง วัง ยม
     ข. ปิง ยม น่าน
     ค. กก อิง ปาย
     ง. ปาย รวก เมย
26. ระบบการระบายน้ำในภาคเหนือไหลลงไปทางทิศใดบ้าง
     ก. ใต้ ตะวันตก เหนือ
     ข. เหนือ ตะวันออก ใต้
     ค. ตะวันออก ตะวันตก ใต้
     ง. ตะวันตก เหนือ ตะวันออก
27. ข้อใดในบริเวณข้างล่างนี้ที่มีสินแร่ต่างไปจากกลุ่ม
     ก. อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
     ข. อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
     ค. ตำบลปูดำ จังหวัดกระบี่
     ง. อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
28. ภาคเหนือมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงมากมาย ทำให้เกิดลุ่มแม่น้ำขึ้น 3 กลุ่ม แล้วไหลลงสู่แม่น้ำสำคัญ 3 สายใน 3 ทิศทาง แม่น้ำทั้ง 3 สายดังกล่าวคือแม่น้ำอะไร
     ก. แม่น้ำเมย แม่น้ำอิระวดี แม่น้ำโขง
     ข. แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกก
     ค. แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง แม่น้ำเมย
     ง. แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง
29. ปัจจัยที่ทำให้จังหวัดเชียงใหม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีที่สุดคือข้อใด
     ก. ความปลอดภัยสูงและค่าครองชีพต่ำ
     ข. ภูมิอากาศและภูมิประเทศสวยงาม
     ค. อัธยาศัยไมตรีและวัฒนธรรมประเพณี
     ง. ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และโบราณสถาน
30. ข้อใดที่รัฐบาลไม่ส่งเสริมการปลูกพืชในภาคเหนือของประเทศไทย
     ก. ลำไย-ลูกท้อ
     ข. สตรอเบอรี-กระเทียม
     ค. ข้าวสาลี-ข้าวบาร์เลย์
     ง. ฝิ่น - ยูคาลิปตัส

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น